2007/Jun/03

ขอขอบคุณ http://www.ngthai.com/

โอ้ย ฟ้า เอ้ย ฟ้าฮ่องข่วม อย่าลืมควมพี่หลาดสั่ง เด้อละนาง
แม่นว่าเป็นหยังยั้ง อย่าสิลืมฉลาดอ้าย ผู้ลำล่อง...แม่นส่งมา
แม่นส่งมา...
แล้วบาดนี่ เป็นจั่งไดพี่น้อง พ่อและแม่ทั้งหลาย สุขสบายกันเบิ่ดอยู่ดี
สบายบ้อ
หมอลำ ป. มาฮอดแล้ว เสียงแซวๆประกาศก่าว ว่าหมอลำฉลาดน้อย
สิมาฮ้องสู่ฟัง...
(กลอนลำขึ้น: ป. ฉลาดน้อย)

เสียงกลองชุด กลองทอม กีตาร์ เบส ออร์แกน ทรัมเป็ต และแซกโซโฟน
จากคณะดนตรีลูกทุ่งหมอลำที่ดังผ่านเครื่องขยายเสียงกำลังแรง
ประสานกันอึกทึกในโสตประสาทตลอดช่วงหัวค่ำอันอบอ้าว ในเขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
ชานเมืองกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือ หากไม่ใช่คนอีสาน อาจฟังไม่ออกว่า
บรรดาเพลงที่บรรเลงสดโดยเหล่านักร้องนักดนตรีผู้มีสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบานราวจะสังเคราะห์แสงได้ด้วยพลังงานจากหลอดไฟนีออนที่อยู่บนสุดของเวทีนั้น
มีเสียง 'แตร่แล่นแตร' ของแคน
เครื่องดนตรีชนิดแรกและชนิดเดียวที่กำเนิดมาคู่กับการ "ลำ" ตั้งแต่ยุคโบราณก่อน 2,000 ปี ผสานเป็นระยะ แต่ใครจะไปสน
ยิ่งหากมัวเพลิดเพลินกับการยักย้ายส่ายสะโพกอย่างกระฉับกระเฉงของบรรดาหางเครื่องหนุ่มสาวส่ำน้อย
หน้าขาวผุดผาด ริมฝีปากแดงสดปลั่ง ในชุดระยิบระยับวับแวมหลายสิบคนด้านหน้าเวทีด้วยแล้ว

นี่เป็นการแสดงของวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำคณะพิณแคนแดนอีสาน
ในภาคอีสานชื่อนี้เป็นที่รู้จักกว่า 16 ปี คนภาคอื่นอาจรู้จักพวกเขาผ่านการแสดงคอนเสิร์ตของศิริพร อำไพพงษ์ นักร้องสาวเสียงแหบเสน่ห์ผู้ร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำและลำแพนประยุกต์อันโด่งดังอย่างโบว์รักสีดำ ปริญญาใจ และผู้แพ้ขอแค่เบอร์ เธอทำสถิติยอดขายเทปล้านตลับในไม่กี่สัปดาห์และเป็นเจ้าของวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำที่มีทีมงานกว่า 150 ชีวิต ถ้าคำว่า "ซูเปอร์สตาร์" ตัดสินกันที่จำนวนวันแสดง ตารางแสดงยาวเหยียดทุกทิศทั่วไทยทุกวันตลอดแปดเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเมษายน เว้นเพียงวันฝนตกหนักและวันที่นักร้องประจำวงต้องเข้าห้องบันทึกเสียง แฟนเพลงหลายคนอาจเรียกเธอว่า "ซูเปอร์ของซูเปอร์สตาร์"

ในภูมิภาคอื่น พิณแคนแดนอีสานจะเปิดการแสดงราว 3 ทุ่ม โดยส่งนักร้องนักลำขึ้นแสดงและร้องเพลงในจังหวะทำนองหลากหลาย ทั้งลูกทุ่ง ลำเพลิน ลำแพน ลำเต้ย โดยใช้เครื่องดนตรีสากลบรรเลง มีหางเครื่องเต้นประกอบ คั่นด้วยการแสดงตลกเป็นช่วงๆ ก่อนจะปิดฉากราวตีหนึ่ง จากนั้นมิตรรักแฟนหมอลำก็ทยอยกลับบ้านและหลับฝันดีด้วยมนตร์เสียงแห่งหมอลำที่อาบชโลมใจ...

แต่นั่นเป็นแค่เปลือกนอกอันเบาบาง ห่างไกลจากวิถีเพลงลำของคนลาวอีสานแท้ๆอักโข เพราะหากเป็นการแสดงในอีสาน ช่วงเวลาที่ผู้ชมคนสุดท้ายจะลุกกลับบ้านคือราวหกโมงเช้าของอีกวัน
โดยหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไปจะเป็นการแสดงลำที่เรียกว่า "ลำเรื่องต่อกลอน" เรื่องราวที่สอดแทรกไว้ด้วย ฮีตคอง ของชาวอีสาน รวมทั้งศีลธรรมคำสอน ผ่านนิทาน วรรณกรรมพื้นบ้าน และเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย ร้องด้วยสำเนียงภาษาอีสานแท้ๆ ผสานเสียง แคน เครื่องดนตรีจากลำไม้ไผ่ที่นักดนตรีชาติพันธุ์วิทยาระบุว่า เป็นเครื่องดนตรีโบราณชนิดเดียวที่สามารถบรรเลงทำนอง สร้างเสียงประสาน คอร์ด จังหวะ
ได้ในเวลาเดียวกันด้วยผู้บรรเลงคนเดียว ซ้ำยังถ่ายทอดอารมณ์ของผู้เล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สอยสอย พี่น้องฟังสอย ผักกะโดนกินกับลาบปลาสร้อย
มักกินเล็กกินน้อยหล่ะแม่นนักการเมือง อันนี่กะว่าสอย

อยุธยาตอนต้น
"...มาข้อยจะกล่าว ถึงลาวเป่าแคน แสนเสนาะไพเราะขยัน
ว่าทุกข์ยากมาจากเวียงจันทร์ ตกมาอยู่เขตขัณฑ์อยุธยา"
สำเนียงภาษาไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการฟังและรับรู้ถึงสารที่หมอลำส่งผ่านมานานนับ
อย่างน้อยก็ตั้งแต่ต้นสมัยอยุธยา รายงานของรองศาสตราจารย์ จารุวรรณ
ธรรมวัตร แห่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยืนยันว่า
การอพยพครัวลาวในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มแห่งอาณาจักรลานช้าง และอีกครั้งในสมัยของเจ้าอนุวงศ์
มาพร้อมกับวัฒนธรรมการลำและการเป่าแคน ก่อนเริ่มแพร่หลายไปทั่วภาคกลาง
เพลงลาวแคนข้างต้นจึงแต่งขึ้นด้วยการเลียนแบบทั้งการขับร้องและทำนองมาจากการลำ

มนต์เสียงไมเนอร์จากเต้าแคนผสานกับเสียงลำผ่านลูกคอหลายชั้นของเหล่า
"หมอลำ" หรือแปลตามตัวก็คือผู้เชี่ยวชาญด้านการลำ หาได้หยุดลงแค่ให้คนได้ฟัง
ได้รับรู้อารมณ์และสารจากกลอนลำไม่ มนตราแห่ง "ลำ"
อาจส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมยุคสมัยและการเมืองด้วย

ชาวไทยพระนครยุคต้นรัตนโกสินทร์เรียกการลำของกลุ่มชาวลาวในมณฑลอีสานและครัวลาวอพยพ
ซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่คนทุกชนชั้นนับแต่สามัญชน ไพร่ ทาส
จนกระทั่งราชวงศ์ ว่า "แอ่วลาว" สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3
โปรดการแอ่วลาว ทรงเป็นผู้นำและทรงเป่าแคนร้องหมอลำได้อย่างชำนิชำนาญ
ว่ากันว่าชาวพระนครนิยมฟังลำจนแทบจะลืมการเล่นมโหรี ปี่พาทย์ สักวา เสภา
และเพลงปรบไก่

ท่วงทำนอง "แอ่วลาว" มีโอกาสขับกล่อมชาวพระนครจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4
ความรุ่งเรืองของหมอลำในเขตภาคกลางที่หลายคนมองว่าเป็น "สนิมร้ายทางวัฒนธรรม"
ก็ปิดฉากลงด้วยประกาศ "ห้ามเล่นและห้ามฟังแอ่วลาว (หมอลำ)" โดยอ้างเหตุผลว่า
เกรงวัฒนธรรมการละคร ฟ้อนรำ ปี่พาทย์มโหรี เสภา สักวา เพลงปรบไก่
เพลงเกี่ยวข้าว แบบไทยภาคกลางจะสูญหาย
อีกทั้งการเล่นแอ่วลาวอาจมีส่วนทำให้น้ำท่าอาหารไม่บริบูรณ์อย่างเคย จึงให้งดเสีย โดยตอนท้ายประกาศระบุว่า
"...ถ้ามิฟัง ยังขืนเล่นลาวแคนอยู่ จะเรียกภาษีให้แรง
ใครเล่นที่ไหนจะให้เรียกแต่เจ้าของที่ แลผู้เล่น ถ้าลักเล่นจะต้องจับปรับให้เสียภาษีสองต่อสามต่อ"

แม้จะฟังดูไม่สมเหตุสมผล
แต่เป็นเหตุผลเพื่อสร้างรัฐชาติไทยให้เป็นเอกภาพในรัชสมัยต่อมา นักประวัติศาสตร์บางคนอาจกล่าวว่า
"นั่นคือสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้" ไม่มีอะไรผิดพลาดเรื่องมนตร์เสน่ห์ของแอ่วลาวสักนิด
แต่สองสิ่งที่ไม่เหมาะสม คือ เวลาและสถานที่

"...เชิญ เชิญเจ้ามาไขปากนกอีหล่อ เด้อพ่อเด้อ
เชิญเจ้ามาไขคอคือนกอีแก้ว ให้เจ้าเว้าแจ้วแจ้วเสียงห้าวต่อพ่อครู เบิ่งดู
เชิญพ่อครูเทศนาให้ไขมาเว้าโล่งๆเบิ่งดูพ่อเอ๋ย
เดือนดำให้เจ้าขี่ม้าผ้าย เดือนหงายให้เจ้าป้ายม้าแล่น
ให้มาแอะแอ่นฟ้อนลงเล่นร่วมกันแม่เมืองเอย..."
(จารุวรรณ ธรรมวัตร)

อีสาน...ทุกที่ทุกเวลาคือหมอลำ
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่จังหวัดชัยภูมิ
สายลมแล้งหอบฝุ่นดินลอยสู่อากาศเหนือภูพระ เนินเขาลูกเล็กที่มีป่าละเมาะต้นแคระแกรนล้อมรอบ
ไก่ย่างหลายร้อยตัวเป็นหนึ่งในเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีสักการะของลูกศิษย์ลูกหาและครูบาหมอลำธรรมหลายร้อยกลุ่มๆละกว่าสิบคน
ทั้งเด็กเล็ก หนุ่มสาว และผู้เฒ่าผู้แก่จากหลายจังหวัด
จัดขึ้นทุกปีท่ามกลางเสียงแคนเก้าซึ่งเป็นแคนเสียงทุ้มลึกกังวานจากบรรดาหมอแคนร่วมร้อยคน
ดังผสานเสียงลำอ้อนวอนของครูบาหมอลำ
เพื่อเชื้อเชิญผีเจ้าลงมาทำนายทายทักสภาพดินฟ้าอากาศ เหตุการณ์ร้ายดี และอาการเจ็บป่วย
ตลอดจนวิธีรักษาให้บรรดาลูกศิษย์ ก่อนร่วมเล่น ร่วมร้อง และฟ้อนลำไปตามจังหวะลายแคนอย่างสนุกสนาน
ท่ามกลางบรรยากาศขรึมขลังราวไร้ซึ่งกาลเวลา อีสานคือถิ่นของหมอลำโดยแท้

การลำใช่จะพบได้เฉพาะงานมหรสพงานรื่นเริง หรืองานแสดงทางวัฒนธรรมเท่านั้น
หมอลำมีอยู่ทุกแห่งทั่วที่ราบสูงอันกันดารของไทย แต่หากจะนิยามให้ถูก
คงต้องกล่าวว่า ที่นี่...ทุกลมหายใจเป็นของหมอลำ นับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย
เริ่มจาก "งันเข้ากรรม" ซึ่งเป็นการลำขับกล่อมให้ความบันเทิงแก่ญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมเยือนครอบครัวที่ให้กำเนิดทายาทใหม่ ไปถึง "งันเฮือนดี" ซึ่งมักหาหมอลำหมอแคนมาลำสร้างบรรยากาศรื่นเริงแก่เหล่าญาติพี่น้องที่มาช่วยงานศพ วิถีหมอลำส่งผ่านเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของทารกตัวแดงที่นอนนิ่งในกระด้งรุ่นแล้วรุ่นเล่า

สอย สอย พี่น้องฟังสอย ผัวผู้อื่นบ่คือผัวอีฉัน
ผัวผู้อื่นเพิ่นไปไต้หวัน แต่ว่าผัวอีฉันไปไต้กบไต้เขียด
อันนี่กะว่าสอย...

กำเนิดหมอลำ
ในอดีต สำหรับสังคมกสิกรรมที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติ ผู้รู้หนังสือมีน้อย
การสื่อสารแบบมุขปาฐะหรือการบอกเล่า มักมีความสำคัญเป็นเบื้องต้น
สื่อพื้นบ้านอย่างหมอลำก็เช่นกัน ทุกเรื่องราวในสังคมอีสาน นับตั้งแต่ตำนาน
นิทานพื้นบ้าน วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ศาสนา การเมือง
และเรื่องราวต่างๆถูกสื่อผ่านการแสดงลำ โดยผู้ที่มีความฉลาดรอบรู้
สามารถจดจำคำบอกเล่าและบอกกล่าวเรื่องราวผ่านการขับลำนำ สร้างจังหวะทำนองได้อย่างน่าฟัง
ได้ชื่อว่า "หมอลำ"

หมอลำแทบทุกคนเติบโตมาจากสังคมชาวไร่ชาวนา หมอลำที่เก่งต้องเคยบวชเรียน
รู้สมาสสนธิ มูลบาลี มูลกัจจาย สามารถอ่านและเขียนทั้งบาลี อักษรธรรม
อักษรขอมและอักษรไทน้อยในหนังสือผูกอย่างดี มีความรอบรู้ในทุกสาขาวิชา
หมอลำยุคแรกจึงเป็นผู้ชายที่มีโอกาสบวชเรียน ผญาบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "นักปราชญ์ผู้เพิ่นฮู้ บ่ปานเจ้าแตกลำ"
นักปราชญ์ราชบัณฑิตที่รอบรู้นั้นสู้หมอลำที่มีความสามารถสูงถึงขั้นที่เรียกว่า "ลำแตก" ไม่ได้
หมอลำที่เก่งเข้าขั้นลำแตกต้องรู้รอบ สามารถลำโต้แก้หมอลำอีกฝ่ายได้อย่าง ลื่นไหล ไม่ติดขัด มีปฏิภาณ
สามารถด้นกลอนสดได้สละสลวย เข้าใจและเข้าถึงแก่นแกนชีวิตและสภาพสังคมของผู้ฟัง นำศิลปะการร้องและการฟ้อนเข้ามาประกอบได้อย่างดี

หมอลำทองมาก จันทะลือ ผู้ที่ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ
สาขาศิลปการแสดง (หมอลำ) เป็นคนแรก เมื่อปี 2529 และถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้ "ลำแตก" นอกจากจะเติบโตมาในครอบครัวชาวนาและเข้าใจวิถีสังคมและแก่นแท้จิตใจของชาวนาอีสานแล้ว ท่านใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนสมาส-สนธิ มูลบาลีร่วม 2 ปี เรียนรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติ แก่นพระพุทธศาสนา ฮีต-คองชาวอีสาน ศีลธรรม จริยธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง ปรัชญาและอื่นๆ รวม 7 ปีเศษ และเรียนศิลปะการร้องและการฟ้อนลำอีกกว่า 3 เดือน

หมอลำเคน ดาเหลา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง (หมอลำ) ปี 2534
กล่าวถึงบางตำนานจากปฐมบทอันหลากหลายของการลำว่า พระยาแถนผู้เป็นใหญ่อยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้านั้นได้แนะนำเหล่ามนุษย์ผู้อ่อนแอให้แต่งขันดอกไม้แดงระลึกถึงปู่เยอ ย่าเยอ ผู้เป็นบรรพบุรุษให้ช่วยปัดเป่ารักษาในยามเจ็บไข้ คำพูดอ้อนวอนอ่อนหวานมีทำนองไพเราะนับแต่นั้นจึงถูกเรียกว่า "ลำ" การลำจึงเป็นเวทีชาวบ้านเพื่อส่งผ่านข้อมูลความรู้ ฮีต-คอง และหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาในสังคมกสิกรรมยุคแรก จากผู้รู้ไปสู่ผู้ไม่รู้ โดยมีลำนำทำนองอันจรรโลงจิตใจราวกับ "ขนมใส่ไส้"

คำว่า "ลำ" ถูกกล่าวอ้างว่า
เดิมเป็นลักษณนามที่คนยุคก่อนใช้เรียกคำกลอนในหนังสือผูก เช่น กลอนพระเวสสันดรลำหนึ่ง กลอนพระเวสสันดรลำสอง หรือกลอนสังข์ศิลป์ชัยลำหนึ่ง เพราะกลอนชาดกหรือวรรณกรรมพื้นบ้านเหล่านี้มักมีความยาวมากจนต้องแบ่งออกเป็นลำ เช่นลำไผ่หรือลำน้ำ เพื่อความสะดวกในการท่องจำและถ่ายทอดต่อ

บำบัดโรคภัยไข้เจ็บและพิธีกรรมขอความอุดมสมบูรณ์
เช่น หมอลำผีฟ้า หมอลำธรรม หมอลำทรง เสียงลำและเสียงแคนที่ดังประสานจึงอาจไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อระหว่างโลกมนุษย์และโลกแห่งจิตวิญญาณ


edit @ 2007/06/03 22:02:09
edit @ 2007/06/03 22:10:14
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

<< Home